Archive for the ‘สาระความรู้’ Category
Monday, February 8th, 2010 |
ภาษาคอมพิวเตอร์ทุก ๆ ภาษาจะมีโครงสร้างเฉพาะ ภาษา HTML ก็เช่นกัน โครงสร้างของภาษา HTML นั้นเป็นโครงสร้างที่ใช้งานง่าย และเข้าใจได้ไม่ยากนัก รูปแบบโครงสร้างของภาษา HTML มีดังนี้คับ
<html>
<head>
<title>...ส่วนของข้อความที่จะปรากฏที่ Title Bar ของ Browser...</title>
</head>
<body>
ส่วนร่างกายใช้สำหรับเขียนข้อมูลต่าง ๆ มีทั้ง
- รูปภาพต่าง ๆ ควรจะเป็น ไฟล์ชนิด .gif เพราะมีขนาดเล็ก
- text หรือ ข้อความต่าง ๆ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
- sound หรือเสียงเพลง เป็นไฟล์ .mp3
- ภาพยนต์ หรือภาพเคลื่อนไหว
- รวมทั้งโค้ดภาษาอื่น ๆ เช่นแทรกภาษา C , C++ , JAVA Script
</body>
</html>
ผลลัพธ์ที่ได้ดังนี้คับ

จะสังเกตได้ว่า Tag ที่มีปรากฏอยู่จะมีทั้งหมด 4 Tag ดังนี้
1. <html></html>
2. <head></head>
3. <title></title>
4. <body></body>
เมื่อลองสังเกตดูเราจะพบสัญลักษณ์ <…> และ เป็นคู่ จากโครงสร้างจะมี <…> 4 ตำแหน่ง และ อีก 4 ตำแหน่ง ซึ่งลักษณะการเขียน HTML จะมีลักษณะแบบนี้ สัญลักษณ์ <…> เราเรียกว่าการเปิด Tag ส่วน คือการปิด Tag นั้นเอง โดยส่วนใหญ่รูปแบบของการเขียน HTML จะมีการเปิดและปิด Tag แต่ก็มียกเว้นบ้าง สำหรับแท็กบางแท็ก ที่ไม่จำเป็นต้องมีการปิดแท็ก จะมีแท็กใดบ้างติดตามศึกษาในบทความต่อ ๆ ไป
Posted in HTML | No Comments »
Sunday, February 7th, 2010 |
เรามาดูกันคับว่า ปกติ Webmaster ส่วนใหญ่เค้าใช้โรแกรมอะไรบ้าง
AppServ เป็นโปรแกรมที่รวมโปรแกรมทำเว็บ PHP มี php, MySql, Apache, PHP MyAdmin เพื่อจำลองเครื่อง PC ของเราให้เป็น Sever สำหรับทดสอบสคริปต์ที่เราเขียน
ArGoSoft Mail Server เป็นโปรแกรมจำลองเครื่อง เป็น Mail Server สำหรับทดสอบสคริป ส่งเมล์
PHP เป็นภาษาสคริปต์แบบ เซิร์ฟเวอรไซต์ Open Souce ที่ใช้งานง่าย
MySQL เป็นระบบฐานข้อมูลภายใน เว็บไซต์ ซอฟแวร์ฟรี ภายใต้ GP สำหรับทดสอบในการจัดการฐานข้อมูล
EditPlus Editter ตัวจิ๋ว เครื่องมือคู่กายของ นักเขียนโปรแกรม
FileZilla โปรแกรม FTP สำหรับอัพโหลดไฟล์ไปยังเซิร์ฟเวอร์จริง
Mozilla Firefox โปรแกรม Web Browser สำหรับทดสอบ ใช้คู่กับ IE (Internet Explorer)
Posted in โปรแกรมพื้นฐาน | No Comments »
Saturday, February 6th, 2010 |
วันนี้เรามาทำความรู้จักกับภาษา HTML กันนะคับ
HTML ย่อมาจาก HyperText Markup Language เป็นภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง มีโครงสร้างการเขียนโดยใช้แท็ก (Tag) ควบคุมการแสดงผลของข้อความ รูปภาพ หรือวัตถุอื่นๆ ผ่านโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ แต่ละ Tag อาจจะมีส่วนขยายที่เรียกว่า Attribute สำหรับระบุ หรือควบคุมการแสดงผล
ภาษา HTML เป็นภาษาที่ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานในการเขียนโฮมเพจ ดังนั้นการศึกษาถึงโครงสร้างของภาษา HTML จึงถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในการต่อยอดเพื่อเขียนภาษาคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่ทำงานผ่านเว็บเบราเซอร์ หรือการพัฒนา Web Application ต่าง ๆ ใครที่คิดว่าจะเมินภาษา HTML เพราะสามารถสร้างโฮมเพจ หรือเว็บเพจโดยอาศัย โปรแกรมช่วยสร้าง ประเภท WYSIWYG (What – You -See -Is – What – You – Get) เช่น Dreamweaver Frontpag ฯลฯ เีพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถต่อยอดความรู้ในการพัฒนาโฮมเพจ โดยใช้ภาษา PHP หรือ ASP ได้ ซึ่งในอนาคตสำหรับคนทำเว็บแล้ว ภาษาสคริปต์ PHP หรือ ASP เป็นสิ่งจำเป็นทีเดียวในการพัฒนา Web Application
ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือเขียน HTML เราต้องเตรียมเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในการเขียน homepage เบื้องต้น ซึ่งคงต้องมีอย่างน้อยที่สุด 2 อย่าง คือ
1. Editer สำหรับใช้เขียนภาษา HTML ซึ่งในที่นี้เพื่อความสะดวกที่สุด ขอแนะนำให้ใช้ Notepad ซึ่งมีติดเครื่องมาอยู่แล้วเมื่อลงวินโดวน์ หรือหากใครจะดาวน์โหลดโปรแกรม Editplus มาใช้ก็ได้ เพราะโปรแกรมตัวนี้สามารถแบ่งแยกสีของ Tag ได้ ซึ่งในอนาคตหากจะเขียน PHP โปรแกรมตัวนี้ก็ช่วยให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่า Notepad เยอะเลยคับ เพิ่มเติมนิดนึงคับถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องของ Tag ต่างๆเท่าใดนักก็แนะนำเป็น Macromedia Dreamweaver ก็ได้นะคับ ใช้งานได้ง่ายทีเดียว

2. Web Browser สำหรับใช้แสดงผลของโฮมเพจ สำหรับเว็บเบราเซอร์ อ่านต่อ Click »
Posted in HTML | 1 Comment »
Wednesday, February 3rd, 2010 |
CSS Tab Designer is a unique and easy to use software to help you design css-based lists and tabs visually and without any programming knowledge required!
With CSS Tab Designer, you can :
Quickly design your list visually
Choose from a variety of styles/colors (60+ different designs/colors supported)
Generate strict xhtml compliant code
and much more!
Requirements: P90+ Mhz and 16 Mo RAM
What’s New: http://www.highdots.com/css-list/

ออก แบบ CSS Tab เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง สะดวกในการใช้ซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยให้คุณออกแบบ เมนูแบบ CSS ได้โดยไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรม CSS กับ CSS Tab Designer
คุณสามารถ:
- ออกแบบรายการเมนูของคุณเองได้อย่างรวดเร็ว
- เลือกได้หลากหลายสไตล์ / สี
- สร้างโค้ดได้ถูกต้องตามหลัก xhtml
- และอื่น ๆ!
ความต้องการของระบบ: P90+ Mhz and 16 Mo RAM
อัพเดตข้อมูลใหม่ๆที่ : http://www.highdots.com/css-list/
DOWLOAD NOW
Posted in CSS, Freeware | No Comments »
Wednesday, February 3rd, 2010 |
เรามาลอง แปลงตัวเลขเป็นตัวอักษร ใน MS ACCESS กันคับ
Function <span style="color: #ff0000;">sBahtText</span>(ByVal sNum)
Dim sNumber, sDigit, sDigit10
Dim nLen, sWord, sWord2
Dim sByte, I, J
sNumber = Array("", "หนึ่ง", "สอง", "สาม", "สี่", "ห้า", "หก", "เจ็ด", "แปด", "เก้า")
sDigit = Array("", "สิบ", "ร้อย", "พัน", "หมื่น", "แสน")
sDigit10 = Array("", "สิบ", "ยี่สิบ", "สามสิบ", "สี่สิบ", "ห้าสิบ", "หกสิบ", "เจ็ดสิบ", "แปดสิบ", "เก้าสิบ")
sNum = Replace(FormatNumber(sNum, 2), ",", "")
nLen = Len(sNum)
If sNum = ".00" Then sBahtText = "ศูนย์"
For I = 1 To nLen - 3
J = (15 + nLen - I) Mod 6
sByte = Mid(sNum, I, 1)
If sByte <> "0" Then
If J = 1 Then sWord = sDigit10(sByte) Else sWord = sNumber(sByte) & sDigit(J)
sBahtText = sBahtText & sWord
End If
If J = 0 And I <> nLen - 3 Then sBahtText = sBahtText & "ล้าน": sBahtText = Replace(sBahtText, "หนึ่งล้าน", "เอ็ดล้าน")
Next
If Left(sNum, 1) = "1" Then sBahtText = Replace(sBahtText, "เอ็ดล้าน", "หนึ่งล้าน")
If Left(sNum, 2) = "11" Then sBahtText = Replace(sBahtText, "สิบหนึ่งล้าน", "สิบเอ็ดล้าน")
If Len(sBahtText) > 0 Then sBahtText = sBahtText & "บาท"
If nLen > 4 Then sBahtText = Replace(sBahtText, "หนึ่งบาท", "เอ็ดบาท")
sNum = Right(sNum, 2)
If sNum = "00" Then
sBahtText = sBahtText & "ถ้วน"
Else
If Left(sNum, 1) <> "0" Then sBahtText = sBahtText & sDigit10(Left(sNum, 1))
If Right(sNum, 1) <> "0" Then sBahtText = sBahtText & sNumber(Right(sNum, 1))
sBahtText = sBahtText & "สตางค์"
If Left(sNum, 1) <> "0" Then sBahtText = Replace(sBahtText, "หนึ่งสตางค์", "เอ็ดสตางค์")
End If
End Function
เวลานำไปใช้ในแบบฟอร์มรายงานนะคับ

พิมพ์ค่า =sBahtText(ตัวแปร,ออบเจ็กค์,ที่ที่ต้องการแปลง) ลงในช่อง แหล่งควบคุม
ผลที่ได้ในรายงานคับ

สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพิมพ์ใบเสร็จได้เป็นอย่างดีเลยคับ
Posted in MS ACCESS | No Comments »
Wednesday, February 3rd, 2010 |
การใส่แท็ก Meta วิธีเริ่มต้นสำหรับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ทำได้ง่าย ๆ แค่ใส่แท็ก Meta ให้เว็บไซต์ เว็บไซต์ของคุณก็จะทำอันดับได้ดีขึ้นใน Search Eingine
การใส่ Meta tag เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่เว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ต่าง ๆ จะเริ่มต้นในการทำ SEO เพราะทำได้ง่าย ๆ แค่เพี่ยงเพิ่ม Meta tag เท่านั้น
รูปแบบแท็ก Meta
<META content="...รายละเอียด..." name=description>
<META content="...คำค้นที่เกี่ยวข้อง..." name=Keywords>
<META name="robots" content="index,follow">
วิธีการใส่แท็ก Meta
ให้ใส่แท็ก Meta ตามด้านบน โดยใส่ไว้ในส่วนของแท็ก Head ของเว็บเพจ หรือเว็บไซต์ หากเป็นการใส่ในหน้าแรกของเว็บไซต์ หรือหน้า Home Page ก็ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องของเว็บไซต์ทั้งหมด แต่หากเป็นในส่วนของเว็บเพจหน้าในก็ให้ใส่ ขอมูลของรายละเอียดและคำค้น ในส่วน Content โดยใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในหน้าเพจนั้น ๆ แต่ไม่ต้องใส่แท็ก <META name=”robots” content=”index,follow”>
ขอยกตัวอย่างการใส่ข้อมูลของหน้านี้ ซึ่งอาจจะใส่ดังนี้
<Head>
<META content="การทำ SEO โดยการใช้ Meta Tag" name=description>
<META content="SEO, Meta Tag, ปรับแต่งเว็บ" name=Keywords>
<META name="robots" content="index,follow">
</Head>
เรามาทำความเข้าใจแท็ก Meta กันซักนิดนะค่ะ การใส่แท็ก Meta จะทำให้บบอทของ Search Engine ต่าง ๆ เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเรานั้นเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร และมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง และบอทจะทำการเก็บข้อมูลในแท็ก Meta และข้อมูลรายเอียดของเว็บไซต์นั้นๆ ลงฐานข้อมูลของ Search Engine
เมื่อมีคนค้นหาข้อมูลจาก Search Engine ต่าง ๆ โดยการใส่คำค้น หรือ Keyword หากคำค้นหรือ Keyword นั้น ๆ ตรงกับ Keyword ที่เราใส่ในแท็ก Meta ซึ่งถูกเก็บในฐานข้อมูลของ Search Engine ข้อมูลของเว็บไซต์ของเรา ก็จะถูกแสดงในรายการค้นหารของ Search Engine
ในส่วน <META name=”robots” content=”index,follow”> จะเป็นการสั่งให้บอททำการกวาดหน้าเว็บไซต์ในหน้าแรก และให้บอทเข้าไปกวาด(เก็บ)ข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ด้วย โดยตามเข้าไปตามลิงค์ URL ต่าง ๆ ที่บอทเจอในหน้าต่าง ๆ
ซึ่งการใส่คำสั่งนี้ก็จะเป็นการทำให้บอท เข้าไปเก็บข้อมูลในทุก ๆ ส่วนที่เดี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับหน้าแรกของเว็บไซต์ของเรานั่นเอง
แล้วลองปรับแต่ง SEO โดยเพิ่มแท็ก Meta ในเว็บไซต์ของคุณ และลองปรับแต่งใส่ของ Keyword และ description ดู
ขอบคุณ http://www.thainextstep.com ครับ
Posted in SEO | 1 Comment »
Wednesday, February 3rd, 2010 |
เราก็มารู้เรื่องเกี่ยวกับประเภทของ Search Engine กันซักหน่อย ซึ่ง Search Engine ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเภท ดังนี้
1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
ซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมงมุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทำการ Spider กวาดข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กับ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN
2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)
Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้องรู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้น
ส่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คำค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่
แบบสารบัญเว็บไซต์ จะแสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้
หลักการทำงานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล
3. แบบอ้างอิงในคำสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine )
Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag (อยากรู้ดูในบทความหน้า) ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots
Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยำ
ข้อมูลหน้านี้ได้มาจาก http://www.thainextstep.com ขอบคุณคร้าบ..
Posted in SEO | 1 Comment »
Tuesday, February 2nd, 2010 |
SEO คืออะไร
SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่แตกออกมาจาก SEM (Search Engine Marketing) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการเพิ่มจำนวนและคุณภาพของผู้เข้าเยี่ยมชม ที่เข้ามาจากช่องทางการค้นหาโดยปกติ ซึ่งในหนึ่งหน้าแสดงผลของการค้นหาด้วย Search Engine จะประกอบด้วย ส่วนของการโฆษณาและผลการค้นหาแบบปกติ โดยจุดประสงค์ของการทำ SEO เพื่อเป็นการพัฒนาอันดับของผลการค้นหาแบบปกติ
โดยที่ผลการค้นหาแบบปกตินั้น จะต้องสร้างขึ้นโดยอัลกอริธึมเพื่อการจัดอันดับความสัมพันธ์ ของแต่ละเว็บเพจที่อยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งวิธีการทำ SEO นั้นจะไม่มีวิธีการที่แน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละเว็บไซต์ว่าจะมีวิธีการอย่างไร แต่จะมีจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อเพิ่มจำนวน และคุณภาพของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จาก Search Engine โดยที่คุณภาพของผู้เยี่ยมชมนั้นวัดได้จากการที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ใช้คีย์ เวิร์ดนั้นๆ เข้ามาที่เว็บไซต์ของท่าน และได้กระทำการใดๆ ที่หน้าเว็บไซต์ของท่าน ยกตัวอย่าง เช่น ทำการสั่งซื้อสินค้าหรือแม้แต่การสมัครสมาชิกเพื่อรับจดหมายข่าวจากเว็บไซต์ ของท่าน
Search Engine Optimization อาจจะอยู่ในรูปแบบของการให้บริการโดยเฉพาะหรืออาจถูกรวมอยู่ในการทำ Internet Market ซึ่งวิธีการที่ทำ SEO นั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลง Source Code หรือ Link ที่ได้มาจากเว็บไซต์อื่นๆ ทั้งสองวิธีนี้เป็นเทคนิคส่วนหลักๆ ของการทำ SEO ที่ถูกต้อง
วิธีการทำ SEO แยกออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ
1.วิธีการทำแบบถูกต้องโดยที่ Search Engine อนุญาติให้ใช้ได้เรียกว่า White hat SEO ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลง Source Code, การเพิ่มจำนวน Link เข้ามาสู่เว็บไซต์(LinkPopularity)
2.วิธีการทำแบบไม่ถูกต้องโดยที่ Search Engine ไม่อนุญาติให้ใช้ได้เรียกว่า Black hat SEO ตัวอย่างเช่น การทำ Cloaking หรือ Spamdexing
การทำ SEO ในกลวิธีทางการตลาดสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Search Engine ไม่ได้มีรายได้จากการค้นหาแบบปรกติ (Organic Search) ซึ่งหมายความว่าอัลกอริธึมของ Search Engine สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และไม่ประกันได้ว่าเว็บไซต์ของคุณจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาได้นานเท่าไร เพราะฉะนั้แนวคิดในการทำ Search Engine Optimization ที่ถูกวิธีและสามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจการทำร้านค้าออนไลน์ก็ คือการใช้ประโยชน์จาก Search Engine เพื่อทำการโปรโมทเว็บไซต์ของคุณต่อผู้เยี่ยมชมที่ยังไม่เคยรู้จักเว็บไซต์ ของคุณ และจากนั้น Search Engine จะทำการมอบหมายหน้าที่ที่สำคัญที่สุดต่อเว็บไซต์ของคุณ คือการทำให้ผู้เยี่ยมชมหน้าใหม่เหล่านั้นกลับมาใช้งานเว็บไซต์ของคุณอีก โดยที่ไม่ต้องพึ่งพา Search Engine อีกต่อไป
บทความนี้ได้มาจาก http://oxygen.readyplanet.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=568035&Ntype=19 ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆคับ..
Posted in SEO | 1 Comment »
Saturday, January 30th, 2010 |
บางครั้งนั่งเขียนๆ PHP อยู่ แล้วนึกอยากจะใช้ค่าตัวแปรระบบมาใช้งาน แต่บางทีก็ลืมอ่ะนะ แหมใครมันจะจำได้หมดซะทุกเรื่อง ไหนจะเรื่องชีวิตประจำวัน เรื่องครอบครัว เรื่องสังคม มากมายหลายอย่าง บางทีมันก็มีมึนมีลืมกันไปบ้างแหล่ะนะ
เอาน่าหลายๆคนคงจะจำกันไม่ได้เหมือนกัน เอามาเขียนก็คงไม่เสียหลาย เพราะผมจะพูดถึงแค่ตัวแปรระบบเท่านั้น ตัวแปรที่โดยทั่วๆไปไม่มีใครเอามาใช้กันหรอกหากไม่จำเป็น มันมีอะไรบ้างมาดูกันเลย
| Variable |
Description |
| DOCUMENT_ROOT |
บอกค่าของ Directory ที่เป็น Root ของ Web Server |
| HTTP_ACCEPT |
MIME Type ที่ Browser ของ User สามารถรับได้ เช่น image/gif |
| HTTP_ACCEPT_ENCODING |
มาตรฐานการเข้ารหัสที่ Browser ของ User สามารถรับได้เช่น gzip |
| HTTP_ACCEPT_LANGUAGE |
ภาษาที่ Browser ของ User สามารถรับได้ เช่น th, iso8859-1 |
| HTTP_CONNECTION |
ลักษณะ Connection เช่น Keep-Alive |
| HTTP_HOST |
ชื่อ Host |
| HTTP_USER_AGENT |
ชื่อ Web Browser ของผู้ใช้ ทั้งนี้หากใช้งานร่วมกับ Function get_browser() และการตั้งค่า browscap.ini จะช่วยให้ทราบว่า Browser ดังกล่าว สามารถทำงานอะไรได้บ้าง |
| PATH |
เป็น PATH ของ ระบบ |
| REMOTE_ADDR |
IP ของเครื่อง USER |
| REMOTE_PORT |
Port ของเครื่อง USER |
| SCRIPT_FILENAME |
path ที่ไปยังไฟล์ Script ดังกล่าว (สัมพัทธ์กับ DOCUMENT_ROOT) |
| SERVER_ADDR |
IP ของเครื่อง SERVER |
| SERVER_ADMIN |
e-mail ของผู้ดูแล Server |
| SERVER_NAME |
ชื่อของ SERVER |
| SERVER_PORT |
PORT ของ SERVER (ปกติคือ 80) |
| SERVER_SIGNATURE |
รายละเอียดของระบบ Web Server เช่น Apache/1.3.2 at www.host Port 80 |
| SERVER_SOFTWARE |
ชื่อซอฟต์แวร์ระบบ Web Server เช่น Apache/1.3.12 (Unix) PHP/4.0.1pl2 |
| GATEWAY_INTERFACE |
มาตรฐาน CGI ของระบบ เช่น CGI/1.1 |
| SERVER_PROTOCOL |
มาตรฐาน HTTP ของ SERVER เช่น HTTP/1.1 |
| REQUEST_METHOD |
วิธีการเรียกใช้ SCRIPT เช่น GET, POST, HEAD, PUT เป็นต้น |
| QUERY_STRING |
เป็น QUERY_STRING ที่เรียกมายังหน้าดังกล่าว เช่น URI เป็น test.php?hello จะได้ว่า QUERY_STRING คือ hello |
| REQUEST_URI |
เป็น URI ที่ผู้ใช้เรียกมาถึงหน้าดังกล่าว |
| SCRIPT_NAME |
ชื่อของ file ที่ทำงาน SCRIPT ดังกล่าว |
ผมลองสร้างไฟล์มาสักไฟล์นึงละกันชื่อว่า Variables.php โดยผมเขียนโค๊ดดังนี้ แล้วเอารันบน Appserv 2.5.9 ครับ
<?
echo $_SERVER[’DOCUMENT_ROOT’].”<br />” ;
echo $_SERVER[’HTTP_ACCEPT_LANGUAGE’].”<br />” ;
echo $_SERVER[’HTTP_HOST’].”<br />” ;
echo $_SERVER[’PATH’].”<br />” ;
echo $_SERVER[’REMOTE_ADDR’].”<br />” ;
echo $_SERVER[’SERVER_ADDR’].”<br />” ;
echo $_SERVER[’SERVER_SOFTWARE’].”<br />” ;
echo $_SERVER[’REQUEST_URI’].”<br />” ;
?>
ซึ่งเมื่อรันออกมาก็จะได้ผลดังนี้
C:/AppServ/www
th
localhost:8080
C:\Program Files\PC Connectivity Solution\;C:\WINDOWS\system32;C:\WINDOWS;C:\WINDOWS\System32\Wbem;C:\Program Files\QuickTime\QTSystem\;C:\Program Files\Microsoft SQL Server\90\Tools\binn\
127.0.0.1
127.0.0.1
Apache/2.2.4 (Win32) PHP/5.2.3
/My/Variables.php
น่าสนใจมากครับเลยเอามาแปะไว้
ได้มาจาก ที่นี่คับ กลัวตัวเองลืม ตัวแปร ระบบ
Posted in PHP | No Comments »
Saturday, January 30th, 2010 |
ในที่นี้จะกำหนดให้เชลล์พร้อมเป็น $
NOTE : Unix จะถือว่าตัวเล็ก ตัวใหญ่ มีความหมายต่างกัน เช่น ls , LS
ระบบปฏิบัติการยูนิกช์ ประกอบ 3ส่วน
- เคอร์แนล,2. เชลล์,3. โปรแกรม
- เคอร์แนล
เป็นศูนย์กลางของระบบปฏิบัติการ unix มันมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรระบบ จัดเก็บข้อมูล บริหารหน่วยความจำ การติดต่อสื่อสาร และเนื่องมาจากเคอเนลล์กับเชลล์ ทำงานร่วมกัน
เช่น
$ rm myfile
(เป็นคำสั่งลบไฟล์ที่ชื่อ myfile ออก)
เชลล์จะไปค้นหาไฟล์ แล้วจึงส่งไปยังเคอร์แนลเพื่อระบบจะไป rm บนไฟล์นั้น เมิ่อจบกระบวนการแล้วมันยังคงทำงานอยู่ เชลล์จะกลับไปที่พร้อม $ เพื่อรอรับคำลั่งต่อไป
- เชลล์
เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับเคอร์แนล เมื่อผู้ใช้ login เข้ามาระบบจะต้องตรวจสอบ user และ password แล้วจะเรียกเชลล์เพื่อแปลเป็นภาษาเครื่อง หริอเรียกว่า command line interpreter (CGI)
คุณสมบัติ
- ผู้ใชัที่ชำนาญ สามารถสร้างเชลล์ส่วนตัวได้
- ผู้ใช้สามารถใช้เชลล์ที่ต่างกันบนเคริ่องเดียวกันได้
Files เป็นข้อมูลที่ถูกสร้างจากผู้ใช้ จาก text editor, running compilers เป็นต้น เช่น
- เป็นเอกสารรายงาน
- เป็นต้นฉบับของโปรแกรมที่ถูกเขียนจากภาษาระดับสูง
- ไดเรกทอรี จะเก็บไฟล์ต่างๆไว้รวมกันได้ หรืออยู่ใน subdirectory และไฟล์ธรรมดาได้
Posted in Linux | No Comments »