Archive for the ‘สาระความรู้’ Category
Thursday, July 22nd, 2010 |
คำสั่ง crontab
คำสั่ง crontab เป็นคำสั่งในการทำ schedule ในการสั่งโปรแกรม หรือ script ต่างๆ ทำงานตามเวลาที่กำหนด บนระบบ UNIX/LINUX
ซึ่งอำนวยความสะดวกได้มากเลยที่เดียว งานบางอย่างที่จำเป็นต้องทำซ้ำๆในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือ ทุกเดือน
การใช้งาน crontab
คำสั่งและ option ของ crontab มีดังนี้
crontab filename การนำเอาคำสั่ง crontab เข้ามาจาก ไฟล์อื่น
crontab -e แก้ไข crontab ปัจจุบัน
crontab -l ดูคำสั่ง crontab ทั้งหมดที่มีอยู่
crontab -r ลบคำสั่ง crontab ที่มีทั้งหมด
crontab -u user เป็นคำสั่งของผู้ดูแลระบบเท่านั้น(administrators) เพื่อใช้ดู แก้ไข ลบ crontab ของ user แต่ล่ะคน
เมื่อเรียกคำสั่งตามข้างบนแล้ว crontab จะเข้าสู่ระบบการ กำหนด หรือ แก้ไข ซึ่งการ กำหนด หรือแก้ไขนี้ จะเหมือนกับการใช้งาน vi ครับ
ถ้าใครเคยใช้งาน vi แล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไร ถ้าไม่เคยใช้ ก็ดูคำสั่งพื้นฐานของ vi ด้านล่างนะครับ
เมื่อเรียกโปรแกรม crontab ให้ทำงานและขณะอยู่ในโปรแกรม เราสามารถกดคีย์ ดังต่อไปนี้เพื่อ
Esc เพื่อออกมาสู่โหมดปกติ
i เพื่อการเพิ่ม คำสั่ง ข้อความ เข้าไปใหม่
x ลบ ตัวอักษรที่ cursor วางอยู่ ทีละอักษร ในโหมดปกติ
dd ลบบรรทัด ทั้งบรรทัด ที่ cursor วางอยู่ทีละแถว ในโหมดปกติ
:q! ออกโดยไม่ต้องแก้ไขอะไร
:wq! เก็บบันทึกข้อความที่แก้ไขแล้วออกจากโปรแกรม
คำสั่งเหล่านี้เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น แต่ก็พอใช้งานคำสั่ง crontab แล้วล่ะครับ ถ้าใครอยากได้มากกว่านี้ต้องศึกษาเพิ่มเอาอีกที
การกำหนดให้ crontab ทำงาน
format ของคำสั่ง crontab มีทั้งหมด 6 fields เป็นดังบรรทัดข้างล่าง
minute(s) hour(s) day(s) month(s) weekday(s) command(s)
fields 1-5 เป็นการกำหนดเวลา และ field ที่ 6 เป็นการกำหนดคำสั่ง ดังความหมายของแต่ละ fields ดังต่อไปนี้
Field มีค่า รายละเอียด
minute 0-59 เวลาเป็นนาที จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
hour 0-23 เวลาเป็นชั่วโมง จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
day 1-31 เวลาเป็นวัน จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
month 1-12 เวลาเป็นเดือน จะสั่งให้คำสั่งที่กำหนดทำงานทันทีเมื่อถึง
weekday 0-6 วันของแต่ละสัปดาห์ มีค่าดังนี้ (อาทิตย์ = 0, จันทร์ = 1, อังคาร = 2, พุธ = 3, พฤหัส = 4, ศุกร์ = 5 และ เสาร์ = 6)
command คำสั่ง เราสามารถกำหนดคำสั่งได้มากมาย รวมทั้ง script ต่างๆ ตามที่เราต้องการ
ตัวอย่างการกำหนด crontab
การ เพิ่ม crontab โดยเรียกใช้คำสั่ง crontab -e เมื่อเข้าสู่โปรแกรมแล้ว กด i เพื่อเพิ่ม คำสั่งดังตัวอย่างด้านล่างนี้เข้าไป แล้วทำการบันทึก
แล้วออกมาโดยกด Esc แล้วกด :wq!
0 8 * * * /usr/bin/mplayer /home/me/music/thai.mp3
จากคำสั่งด้านบนจะเป็นการสั่งให้โปรแกรม mplayer เล่นเพลง thai.mp3 ตอน 08:00 น. ของทุกๆวัน
0 0 * * 1 /home/me/getlogs.pl
จากคำสั่งด้านบน จะทำการ Run script getlogs.pl ที่ path /home/me ทุกวันจันทร์ ทุกๆเดือน ตอนเที่ยงคืน
0 0 * * 1,5 /home/me/getlogs.pl
คำ สั่งนี้เหมือนคำสั่งด้านบนครับ แต่จะเพิ่มการทำงานในวันศุกร์ด้วย ซึ่งเราสามารถใช้ “,” คั่นไปเรื่อยๆได้ เพื่อที่จะกำหนดเพิ่มให้แต่ล่ะ fields หรือใช้ “*”
เพื่อการกำหนดเป็นทั้งหมด(หมายความว่า หากที่ field ชั่วโมง เป็น * ก็หมายความว่าต้องทำงานทุกชั่วโมง)
คำสั่งเพิ่มเติมที่ควรรู้
man crontab
man cron
man at
man batch
http://www.thaiasteriskclub.com/index.php?topic=117.0
Posted in Linux, สาระความรู้ | 1 Comment »
Sunday, May 16th, 2010 |
รางวัลที่หนึ่ง รางวัลๆ ละ 2,000,000 บาท
480012
เลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท
263 151 770 008
เลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 1,000 บาท
12
รางวัลที่หนึ่งพิเศษ
กลุ่มที่ 1 รางวัลละ 30 ล้านบาท ชุดที่ 12 หมายเลข 480012
กลุ่มที่ 2 รางวัลละ 30 ล้านบาท ชุดที่ 34 หมายเลข 480012
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 รางวัลๆ ละ 50,000 บาท
480011 480013
รางวัลที่ 2 มี 5 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท
022922 149276 397364 486865 886942
รางวัลที่ 3 มี 10 รางวัลๆ ละ 40,000 บาท
002249 172623 307102 340683 523839
527497 583179 628147 854422 869261
รางวัลที่ 4 มี 50 รางวัลๆ ละ 20,000 บาท
000298 004690 068926 101890 123231
136218 221767 252467 261916 276111
284434 295871 297029 336360 347272
354912 358637 376219 410224 467997
470706 489055 543819 575312 584216
621968 653235 661081 677224 683596
696337 703362 705992 717524 759562
761294 763597 763977 781008 811520
834354 835968 843739 848031 854675
860560 880482 912911 963345 977889
รางวัลที่ 5 มี 100 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท
007214 012313 017203 029396 030037
030825 068975 070321 073153 084970
089045 097140 100829 103737 109776
115041 142672 162003 166761 168607
196962 210776 211001 217815 219181
223039 256833 297897 308144 309117
313738 318525 325901 327052 330322
334167 336273 346058 372367 381275
397525 404143 405725 420697 423772
428123 431112 436502 450520 470754
471512 492304 521630 524636 530517
533111 538046 572933 574619 589112
614829 623710 645762 650155 651423
655594 657860 668054 668884 686899
700698 706053 708261 711629 716242
722165 737973 739426 746895 755284
769053 798010 805446 820382 825597
830953 844296 845917 869011 871743
891696 892891 896140 905444 916938
921261 944203 966518 980535 987440
Posted in สาระความรู้ | No Comments »
Friday, February 26th, 2010 |
การทำเว็บเพจในหนึ่งหน้า นอกจากจะมีข้อความแล้วยังต้องประกอบด้วยรูปภาพเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับเว็บเพจ และยังสามารถสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าข้อความ การใส่รูปภาพในเอกสาร HTML นั้นจะต้องเตรียมรูปภาพไว้ก่อนนะคับ
รูปแบบการใส่รูปภาพ
<img src = “ชื่อภาพ” width=”ขนาดความกว้างที่ต้องการ” height=”ขนาดความสูงที่ต้องการ” border=”ขนาดของเส้นขอบ”>
Attribute กำกับเพิ่มเติม
src=”ระบุที่เก็บรูปภาพ,ชื่อรูปภาพ”
width=”ตัวเลขระบุความกว้าง”
height=”ตัวเลขระบุความสูง”
border=”ตัวเลขระบุความหนาของเส้นขอบ”
***หากเราไม่ได้ระบุขนาดกว้างและสูง ภาพจะมีขนาดเท่าขนาดของภาพต้นฉบับ
ตัวอย่าง
<html>
<head><title> ....การใส่รูปภาพ....</title></head>
<body>
<img src = "lilies.jpg" width="200" height="200" border="1"/>
</body>
</html>
ผลลัพธ์ที่ได้คับ อ่านต่อ Click »
Posted in HTML | No Comments »
Thursday, February 25th, 2010 |
ในการกำหนดตำแหน่งในภาษา HTML สามารถกำหนดได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบกำหนดเป็นแท็ก และการกำหนดเป็น Attribute ของแท็ก โดยมีรูปแบบดังนี้คับ
- การกำหนดให้อยู่ตำแหน่งกึ่งกลางด้วยแท็ก Center <center> …ข้อความ…</center>
- . การกำหนดตำแหน่งโดยใช้ Attribute ของแท็ก <p> โดยใช้ Attribute align รูปแบบดังนี้
<p align = “ตำแหน่ง”> …ข้อความ…</p>
ตำแหน่งที่สามารถระบุได้ คือ left center หรือ right
ตัวอย่างคับ อ่านต่อ Click »
Posted in HTML | No Comments »
Friday, February 19th, 2010 |
ในการทำเว็บส่วนใหญ่เนื้อหาจะเป็นส่วนสำคัญ ในบางครั้งเราต้องการที่จะเน้นที่ข้อความใดข้อความหนึ่ง เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งเราอาจจะเน้นข้อความนั้น ๆ เป็นพิเศษ ด้วยการใส่ตัวหนา ตัวเอียง การขีดเส้นใต้ข้อความ หรือการขีดฆ่า
ในแท็กภาษา HTML ก็มีคำสั่งเหล่านี้อยู่ด้วยเหมือนกัน โดยรูปแบบของแท็ก มีดังนี้
- การกำหนดแบบตัวหนา (Bold) <b> …ข้อความ…</b> หรือ <strong> …ข้อความ…</strong>
- การกำหนดแบบตัวเอียง (Italic) <i> …ข้อความ…</i>
- การกำหนดแบบตัวขีดเส้นใต้ (Underline) <u>…ข้อความ…</u>
- การกำหนดแบบตัวขีดฆ่า (Strike) <strike>…ข้อความ…</strike>
ตัวอย่างรูปแบบการจัดรูปแบบข้อความแบบต่าง ๆ อ่านต่อ Click »
Posted in HTML | No Comments »
Thursday, February 18th, 2010 |
สำหรับการกำหนดลักษณะข้อความนั้น จะใส่เิิ่พิ่มในส่วนของแท็กเปิด ของแท็ก <font> เพราะคำสั่งนี้เป็นส่วนขยายที่เรียกว่า Attribute ของแท็ก <font> นั้นเอง โดยจะมี Attribute ต่าง ๆ ดังนี้
- การกำหนดชื่อฟอนต์ Attribute ที่ใช้ คือ face = “ชื่อฟอนต์“
- การกำหนดขนาดของข้อความ Attribute ที่ใช้ คือ size = “ขนาดของข้อความ“
- การกำหนดสีของข้อความ Attribute ที่ใช้ คือ color= “ชื่อสี” หรือ color = “#รหัสสี“
1. การกำหนดชื่อฟอนต์
การกำหนดฟอนต์ ก็คล้าย ๆ กันกับตอนที่เราิพิมพ์งานใน Ms word คับซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะใช้ฟอนต์แบบไหน อาจจะเป็น Arial ,MS Sans Serif ,Angsana New,Tahoma เป็นต้น ในการเขียนเว็บเพจนั้น ฟอนต์ที่เป็นที่นิยมจะมีด้วยกัน 2 ชนิดคือ MS Sans Serif และ Tahoma โดยฟอนต์แบบ MS Sans Serif จะนิยมใช้กับเว็บที่มีการแสดงผลข้อความเป็นภาษาไทย และ Tahoma มักใช้การแสดงผลข้อความเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็สามารถใช้กับข้อความภาษาไทยได้เหมือนกัน ดูตัวอย่างกันคับ
<html>
<head><title> ....การหนดรูปแบบฟอนต์ของข้อความ....</title></head>
<body>
<font face = "MS Sans Serif"> ข้อความนี้กำหนดฟอนต์แบบ MS Sans Serif<br /> </font>
<font face = "Arial"> ข้อความนี้กำหนดฟอนต์แบบ Arial<br /> </font>
<font face = "Tahoma"> ข้อความนี้กำหนดฟอนต์แบบ Tahoma </font>
</body>
</html>
ผลลัพธ์ที่ได้ อ่านต่อ Click »
Posted in HTML | No Comments »
Monday, February 15th, 2010 |
การปรับแต่งเอกสาร HTML คือ การใส่สีสันให้กับเอกสาร HTML ในส่วนของการใส่พื้นหลัง (Background) ให้โฮมเพจของเรามีสีสันเพิ่มขึ้น ซึ่งการใส่พื้นหลังให้โฮมเพจสามารถใส่ได้ 2 แบบ คือ การใส่สีให้พื้นหลัง และการใส่ภาพให้พื้นหลัง
ในการใส่รูปแบบนั้นจะใส่ในส่วนของแท็กเปิด ของแท็ก เพราะคำสั่งนี้เป็นส่วนขยายที่เรียกว่า Attribute ของแท็ก นั้นเอง โดยจะมีรูปแบบดังนี้
1. แบบใส่สีให้พื้นหลัง bgcolor = “ชื่อสี” หรือ bgcolor = “#รหัสสี”
2. แบบใส่ภาพให้พื้นหลัง background = “ชื่อภาพ”
รูปแบบการใส่สีพื้นหลัง
<html>
<head><title> ....การใส่สีให้พื้นหลังเป็นสีน้ำเงิน....</title></head>
<body bgcolor = "blue">
</body>
</html>
รูปแบบการใส่ภาพพื้นหลัง อ่านต่อ Click »
Posted in HTML | No Comments »
Friday, February 12th, 2010 |
ในภาษา PHP เราใช้เครื่องหมาย // หรือ # วางไว้ที่ตำแหน่งแรกของบรรทัด เพื่อละเว้นคำสั่งในบรรทัดนั้นๆ
หรือใช้ /* ข้อความต่างๆ ที่ comment ไว้กันลืม */ สำหรับละเว้นคำสั่งหลายบรรทัด
ดูตัวอย่างกันเลยคับ
<html>
<head>
<title>การ Comments ในภาษา PHP</title>
</head>
<body>
<?php
//นี่คือ comment
#นี่ก็ comment
/*
นี่ก็ comment
แบบหลายบรรทัด
นะ.....
*/
?>
</body>
</html>
ซึ่งข้อความ หรือคำสั่งต่างๆ ที่อยู่หลังเครื่องหมาย // …..,#….. หรือ ภายในระหว่าง /* …. */ จะไม่ถูกนำไปประมวลผลนั่นเองคับ
Posted in PHP | No Comments »
Thursday, February 11th, 2010 |
คุณจะไม่สามารถวิวดู source code ของ PHP ในเบราเซอร์ได้ คุณจะเห็นเป็น HTML ทั่วไป เพราะว่าสคริปต์ถูกแปลงบนเซิร์ปเวอร์เป็น HTML แล้ว ก่อนที่จะถูกส่งไปแสดงผลที่เบราเซอร์ของคุณ
แท็กสคริปต์ PHP จะเริ่มด้วย <?php และปิดด้วย ?> ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น
- <? ... ?> (SGML style)
- <?php ... ?> (XML style) เป็นแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนี้
- <script language=”php”> ... </script> (JavaScript style)
- <% ... %> (ASP style)
เราสามารถวางคำสั่ง PHP ไว้ภายในเอกสาร HTML ตามที่ต้องการได้ อาจจะสลับกับ Tag ของภาษา HTML ก็ได้ ตัวอย่างเช่น
<HTML>
<HEAD><TITLE> My Homepage </TITLE></HEAD>
<BODY BGCOLOR=#FFFFFF>
<H1><?php echo "Hello World"; ?></H1>
Your web browser is <?php echo $HTTP_USER_AGENT; ?>.
</BODY>
</HTML>
แต่ละบรรทัดที่จบชุดโค้ดของ PHP จะปิดด้วยตัว semicolon (“;”) ตัวนี้จะเป็นตัวบอกว่าจบ 1 ชุดคำสั่ง
มี 2 คำสั่ง ที่คุณสามารถใส่เพื่อให้แสดงผลออกมาเป็นข้อความโชว์บนเบราเซอร์ คือ echo และ print ตัวอย่างข้างบนของเราใช้ echo เพื่อแสดงผล ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ตามนี้คับ

Posted in PHP | No Comments »
Tuesday, February 9th, 2010 |
PHP เป็นภาษาจำพวก scripting language คำสั่งต่างๆจะเก็บอยู่ในไฟล์ที่เรียกว่าสคริปต์ (script) และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปลชุดคำสั่ง ตัวอย่างของภาษาสคริปก็เช่น JavaScript, Perl เป็นต้น ลักษณะของ PHP ที่แตกต่างจากภาษาสคริปต์แบบอื่นๆ คือ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมา เพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML โดยสามารถ สอดแทรกหรือแก้ไขเนื้อหาได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นจึงกล่าวว่า PHP เป็นภาษาที่เรียกว่า server-side หรือ HTML-embedded scripting language เป็นเครื่องมือที่สำคัญชนิดหนึ่ง ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างเอกสารแบบ Dynamic HTML ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น
ถ้าใครรู้จัก Server Side Include (SSI) ก็จะสามารถเข้าใจการทำงานของ PHP ได้ไม่ยาก สมมุติว่า เราต้องการจะแสดงวันเวลาปัจจุบันที่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซด์ในขณะนั้น ในตำแหน่ง ใดตำแหน่งหนึ่งภายในเอกสาร HTML ที่เราต้องการ อาจจะใช้คำสั่งในรูปแบบนี้ เช่น <!–#exec cgi=”date.pl”–> ไว้ในเอกสาร HTML เมื่อ SSI ของ web server มาพบคำสั่งนี้ ก็จะกระทำคำสั่ง date.pl ซึ่งในกรณีนิ้ เป็นสคริปต์ที่เขียนด้วยภาษา perl สำหรับอ่านเวลาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วใส่ค่าเวลาเป็นเอาพุท (output) และแทนที่คำสั่งดังกล่าว ลงในเอกสาร HTML โดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะส่งไปยังผู้อ่านอีกทีหนึ่ง
อาจจะกล่าวได้ว่า PHP ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อแทนที่ SSI รูปแบบเดิมๆ โดยให้มีความสามารถ และมีส่วนเชื่อมต่อกับเครื่องมือชนิดอื่นมากขึ้น เช่น ติดต่อกับคลังข้อมูลหรือ database เป็นต้น
PHP ได้รับการเผยแพร่เป็นครั้งแรกในปีค.ศ.1994 จากนั้นก็มีการพัฒนาต่อมาตามลำดับ เป็นเวอร์ชั่น 1 ในปี 1995 เวอร์ชั่น 2 (ตอนนั้นใช้ชื่อว่า PHP/FI) ในช่วงระหว่าง 1995-1997 และเวอร์ชั่น 3 ช่วง 1997 ถึง 1999 จนถึงเวอร์ชั่น 4 ในปัจจุบัน
PHP เป็นผลงานที่เติบโตมาจากกลุ่มของนักพัฒนาในเชิงเปิดเผยรหัสต้นฉบับ หรือ OpenSource ดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับ Apache Webserver ระบบปฏิบัติอย่างเช่น Linux หรือ FreeBSD เป็นต้น ในปัจจุบัน PHP สามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลายๆตัวบนระบบปฏิบัติการอย่างเช่น Windows 95/98/NT เป็นต้น
รายชื่อของนักพัฒนาภาษา PHP ที่เป็นแก่นสำคัญในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
- Zeev Suraski, Israel
- Andi Gutmans, Israel
- Shane Caraveo, Florida USA
- Stig Bakken, Norway
- Andrey Zmievski, Nebraska USA
- Sascha Schumann, Dortmund, Germany
- Thies C. Arntzen, Hamburg, Germany
- Jim Winstead, Los Angeles, USA
- Rasmus Lerdorf, North Carolina, USA
เนื่องจากว่า PHP ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัว Web Server ดังนั้นถ้าจะใช้ PHP ก็จะต้องดูก่อนว่า Web server นั้นสามารถใช้สคริปต์ PHP ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น PHP สามารถใช้ได้กับ Apache WebServer และ Personal Web Server (PWP) สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 95/98/NT
ในกรณีของ Apache เราสามารถใช้ PHP ได้สองรูปแบบคือ ในลักษณะของ CGI และ Apache Module ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า ถ้าใช้ PHP เป็นแบบโมดูล PHP จะเป็นส่วนหนึ่งของ Apache หรือเป็นส่วนขยายในการทำงานนั่นเอง ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าแบบที่เป็น CGI เพราะว่า ถ้าเป็น CGI แล้ว ตัวแปลชุดคำสั่งของ PHP ถือว่าเป็นแค่โปรแกรมภายนอก ซึ่ง Apache จะต้องเรียกขึ้นมาทำงานทุกครั้ง ที่ต้องการใช้ PHP ดังนั้น ถ้ามองในเรื่องของประสิทธิ ภาพในการทำงาน การใช้ PHP แบบที่เป็นโมดูลหนึ่งของ Apache จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า

ลักษณะเด่นของ PHP
- ใช้ได้ฟรี
- PHP เป็นโปร แกรมวิ่งข้าง Sever ดังนั้นขีดความสามารถไม่จำกัด
- Conlatfun นั่นคือ PHP วิ่งบนเครื่อง UNIX,Linux,Windows ได้หมด
- เรียนรู้ง่าย เนืองจาก PHP ฝั่งเข้าไปใน HTML และใช้ดครงสร้างและไวยากรณ์ภาษาง่ายๆ
- เร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมือใช้กับ Apach Server เพราะไม่ต้องใช้โปรแกรมจากภายนอก
- ใช้ร่วมกับ XML ได้ทันที
- ใช้กับระบบแฟ้มข้อมูลได้
- ใช้กับข้อมูลตัวอักษรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ใช้กับโครงสร้างข้อมูลใช้ได้แบบ Scalar,Array,Associative array
- ใช้กับการประมวลผลภาพได้
Posted in PHP | No Comments »