Archive for February, 2010

โปรแกรมสำหรับ Webmaster

Sunday, February 7th, 2010

เรามาดูกันคับว่า ปกติ Webmaster ส่วนใหญ่เค้าใช้โรแกรมอะไรบ้าง

AppServ เป็นโปรแกรมที่รวมโปรแกรมทำเว็บ PHP มี php, MySql, Apache, PHP MyAdmin เพื่อจำลองเครื่อง PC ของเราให้เป็น Sever สำหรับทดสอบสคริปต์ที่เราเขียน

ArGoSoft Mail Server เป็นโปรแกรมจำลองเครื่อง เป็น Mail Server สำหรับทดสอบสคริป ส่งเมล์

PHP เป็นภาษาสคริปต์แบบ เซิร์ฟเวอรไซต์ Open Souce ที่ใช้งานง่าย

MySQL เป็นระบบฐานข้อมูลภายใน เว็บไซต์ ซอฟแวร์ฟรี ภายใต้ GP สำหรับทดสอบในการจัดการฐานข้อมูล

EditPlus Editter ตัวจิ๋ว เครื่องมือคู่กายของ นักเขียนโปรแกรม

FileZilla โปรแกรม FTP สำหรับอัพโหลดไฟล์ไปยังเซิร์ฟเวอร์จริง

Mozilla Firefox โปรแกรม Web Browser สำหรับทดสอบ ใช้คู่กับ IE (Internet Explorer)

ทำความรู้จัก HTML

Saturday, February 6th, 2010

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับภาษา HTML กันนะคับ

HTML ย่อมาจาก HyperText Markup Language เป็นภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง มีโครงสร้างการเขียนโดยใช้แท็ก (Tag) ควบคุมการแสดงผลของข้อความ รูปภาพ หรือวัตถุอื่นๆ ผ่านโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ แต่ละ Tag อาจจะมีส่วนขยายที่เรียกว่า Attribute สำหรับระบุ หรือควบคุมการแสดงผล

ภาษา HTML เป็นภาษาที่ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานในการเขียนโฮมเพจ ดังนั้นการศึกษาถึงโครงสร้างของภาษา HTML จึงถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในการต่อยอดเพื่อเขียนภาษาคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่ทำงานผ่านเว็บเบราเซอร์ หรือการพัฒนา Web Application ต่าง ๆ ใครที่คิดว่าจะเมินภาษา HTML เพราะสามารถสร้างโฮมเพจ หรือเว็บเพจโดยอาศัย โปรแกรมช่วยสร้าง ประเภท WYSIWYG (What – You -See -Is – What – You – Get) เช่น Dreamweaver Frontpag ฯลฯ เีพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถต่อยอดความรู้ในการพัฒนาโฮมเพจ โดยใช้ภาษา PHP หรือ ASP ได้ ซึ่งในอนาคตสำหรับคนทำเว็บแล้ว ภาษาสคริปต์ PHP หรือ ASP เป็นสิ่งจำเป็นทีเดียวในการพัฒนา Web Application

ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือเขียน HTML เราต้องเตรียมเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในการเขียน homepage เบื้องต้น ซึ่งคงต้องมีอย่างน้อยที่สุด 2 อย่าง คือ

1. Editer สำหรับใช้เขียนภาษา HTML ซึ่งในที่นี้เพื่อความสะดวกที่สุด ขอแนะนำให้ใช้ Notepad ซึ่งมีติดเครื่องมาอยู่แล้วเมื่อลงวินโดวน์ หรือหากใครจะดาวน์โหลดโปรแกรม Editplus มาใช้ก็ได้ เพราะโปรแกรมตัวนี้สามารถแบ่งแยกสีของ Tag ได้ ซึ่งในอนาคตหากจะเขียน PHP โปรแกรมตัวนี้ก็ช่วยให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่า Notepad เยอะเลยคับ เพิ่มเติมนิดนึงคับถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องของ Tag ต่างๆเท่าใดนักก็แนะนำเป็น Macromedia Dreamweaver ก็ได้นะคับ ใช้งานได้ง่ายทีเดียว

2. Web Browser สำหรับใช้แสดงผลของโฮมเพจ สำหรับเว็บเบราเซอร์ อ่านต่อ Click »

CSS Tab Designer 2.0.0

Wednesday, February 3rd, 2010

CSS Tab Designer is a unique and easy to use software to help you design css-based lists and tabs visually and without any programming knowledge required!

With CSS Tab Designer, you can :
Quickly design your list visually
Choose from a variety of styles/colors (60+ different designs/colors supported)
Generate strict xhtml compliant code
and much more!

Requirements: P90+ Mhz and 16 Mo RAM

What’s New: http://www.highdots.com/css-list/

ออก แบบ CSS Tab เป็นเอกลักษณ์ของคุณเอง สะดวกในการใช้ซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยให้คุณออกแบบ เมนูแบบ CSS ได้โดยไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรม CSS กับ CSS Tab Designer

คุณสามารถ:
- ออกแบบรายการเมนูของคุณเองได้อย่างรวดเร็ว
- เลือกได้หลากหลายสไตล์ / สี
- สร้างโค้ดได้ถูกต้องตามหลัก xhtml
- และอื่น ๆ!

ความต้องการของระบบ: P90+ Mhz and 16 Mo RAM
อัพเดตข้อมูลใหม่ๆที่ : http://www.highdots.com/css-list/

Download NowDOWLOAD NOW

แปลงตัวเลขเป็นตัวอักษร ใน MS ACCESS

Wednesday, February 3rd, 2010

เรามาลอง แปลงตัวเลขเป็นตัวอักษร ใน MS ACCESS กันคับ


Function <span style="color: #ff0000;">sBahtText</span>(ByVal sNum)
Dim sNumber, sDigit, sDigit10
Dim nLen, sWord, sWord2
Dim sByte, I, J

sNumber = Array("", "หนึ่ง", "สอง", "สาม", "สี่", "ห้า", "หก", "เจ็ด", "แปด", "เก้า")
sDigit = Array("", "สิบ", "ร้อย", "พัน", "หมื่น", "แสน")
sDigit10 = Array("", "สิบ", "ยี่สิบ", "สามสิบ", "สี่สิบ", "ห้าสิบ", "หกสิบ", "เจ็ดสิบ", "แปดสิบ", "เก้าสิบ")
sNum = Replace(FormatNumber(sNum, 2), ",", "")
nLen = Len(sNum)

If sNum = ".00" Then sBahtText = "ศูนย์"
For I = 1 To nLen - 3
J = (15 + nLen - I) Mod 6
sByte = Mid(sNum, I, 1)
If sByte <> "0" Then
If J = 1 Then sWord = sDigit10(sByte) Else sWord = sNumber(sByte) & sDigit(J)
sBahtText = sBahtText & sWord
End If
If J = 0 And I <> nLen - 3 Then sBahtText = sBahtText & "ล้าน": sBahtText = Replace(sBahtText, "หนึ่งล้าน", "เอ็ดล้าน")
Next
If Left(sNum, 1) = "1" Then sBahtText = Replace(sBahtText, "เอ็ดล้าน", "หนึ่งล้าน")
If Left(sNum, 2) = "11" Then sBahtText = Replace(sBahtText, "สิบหนึ่งล้าน", "สิบเอ็ดล้าน")
If Len(sBahtText) > 0 Then sBahtText = sBahtText & "บาท"
If nLen > 4 Then sBahtText = Replace(sBahtText, "หนึ่งบาท", "เอ็ดบาท")
sNum = Right(sNum, 2)
If sNum = "00" Then
sBahtText = sBahtText & "ถ้วน"
Else
If Left(sNum, 1) <> "0" Then sBahtText = sBahtText & sDigit10(Left(sNum, 1))
If Right(sNum, 1) <> "0" Then sBahtText = sBahtText & sNumber(Right(sNum, 1))
sBahtText = sBahtText & "สตางค์"
If Left(sNum, 1) <> "0" Then sBahtText = Replace(sBahtText, "หนึ่งสตางค์", "เอ็ดสตางค์")
End If
End Function

เวลานำไปใช้ในแบบฟอร์มรายงานนะคับ

พิมพ์ค่า =sBahtText(ตัวแปร,ออบเจ็กค์,ที่ที่ต้องการแปลง) ลงในช่อง แหล่งควบคุม

ผลที่ได้ในรายงานคับ

สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพิมพ์ใบเสร็จได้เป็นอย่างดีเลยคับ

เริ่มต้น SEO ด้วยการใส่ Meta Tag

Wednesday, February 3rd, 2010

การใส่แท็ก Meta วิธีเริ่มต้นสำหรับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ทำได้ง่าย ๆ แค่ใส่แท็ก Meta ให้เว็บไซต์ เว็บไซต์ของคุณก็จะทำอันดับได้ดีขึ้นใน Search Eingine

การใส่ Meta tag เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่เว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ต่าง ๆ จะเริ่มต้นในการทำ SEO เพราะทำได้ง่าย ๆ แค่เพี่ยงเพิ่ม Meta tag เท่านั้น

รูปแบบแท็ก Meta


<META content="...รายละเอียด..." name=description>

<META content="...คำค้นที่เกี่ยวข้อง..." name=Keywords>

<META name="robots" content="index,follow">

วิธีการใส่แท็ก Meta

ให้ใส่แท็ก Meta ตามด้านบน โดยใส่ไว้ในส่วนของแท็ก Head ของเว็บเพจ หรือเว็บไซต์ หากเป็นการใส่ในหน้าแรกของเว็บไซต์ หรือหน้า Home Page ก็ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องของเว็บไซต์ทั้งหมด แต่หากเป็นในส่วนของเว็บเพจหน้าในก็ให้ใส่ ขอมูลของรายละเอียดและคำค้น ในส่วน Content โดยใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในหน้าเพจนั้น ๆ แต่ไม่ต้องใส่แท็ก <META name=”robots” content=”index,follow”>

ขอยกตัวอย่างการใส่ข้อมูลของหน้านี้ ซึ่งอาจจะใส่ดังนี้


<Head>
<META content="การทำ SEO โดยการใช้ Meta Tag" name=description>
<META content="SEO, Meta Tag, ปรับแต่งเว็บ" name=Keywords>
<META name="robots" content="index,follow">
</Head>

เรามาทำความเข้าใจแท็ก Meta กันซักนิดนะค่ะ การใส่แท็ก Meta จะทำให้บบอทของ Search Engine ต่าง ๆ เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเรานั้นเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร และมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง และบอทจะทำการเก็บข้อมูลในแท็ก Meta และข้อมูลรายเอียดของเว็บไซต์นั้นๆ ลงฐานข้อมูลของ Search Engine

เมื่อมีคนค้นหาข้อมูลจาก Search Engine ต่าง ๆ โดยการใส่คำค้น หรือ Keyword หากคำค้นหรือ Keyword นั้น ๆ ตรงกับ Keyword ที่เราใส่ในแท็ก Meta ซึ่งถูกเก็บในฐานข้อมูลของ Search Engine ข้อมูลของเว็บไซต์ของเรา ก็จะถูกแสดงในรายการค้นหารของ Search Engine

ในส่วน <META name=”robots” content=”index,follow”> จะเป็นการสั่งให้บอททำการกวาดหน้าเว็บไซต์ในหน้าแรก และให้บอทเข้าไปกวาด(เก็บ)ข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ด้วย โดยตามเข้าไปตามลิงค์ URL ต่าง ๆ ที่บอทเจอในหน้าต่าง ๆ

ซึ่งการใส่คำสั่งนี้ก็จะเป็นการทำให้บอท เข้าไปเก็บข้อมูลในทุก ๆ ส่วนที่เดี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับหน้าแรกของเว็บไซต์ของเรานั่นเอง

แล้วลองปรับแต่ง SEO โดยเพิ่มแท็ก Meta ในเว็บไซต์ของคุณ และลองปรับแต่งใส่ของ Keyword และ description ดู

ขอบคุณ http://www.thainextstep.com ครับ

ประเภทของ Search Engine

Wednesday, February 3rd, 2010

เราก็มารู้เรื่องเกี่ยวกับประเภทของ Search Engine กันซักหน่อย ซึ่ง Search Engine ก็มีอยู่หลาย ๆ ประเภท ดังนี้

1. แบบอาศัยการเก็บข้อมูลเป็นหลัก (Crawler-Based Search Engine)
หลักการนี้เป็นการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crawler-Based Search Engine เป็นเครื่องมือที่ทำการบันทึกและเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งเป็นประเภท Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน

ซึ่งการทำงานประเภทนี้ จะใช้โปรแกรมตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Web Crawler หรือ Spider หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Search Engine Robots หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บอท ในภาษาไทย www คือเครือข่ายใยแมงมุม ตัวโปรแกรมเล็ก ๆ ตัวนี้ก็คือแมงมุมนั่นเอง โดยเจ้าแมงมุมตัวนี้จะทำการไต่ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต โดยอาศัยไต่ไปตาม URL ต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมโยงอยู่ในแต่ละเพจ แล้วทำการ Spider กวาดข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ (ขึ้นอยู่กับ Search Engine แต่ละที่ว่าต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง) แล้วเก็บลงฐานข้อมูล การใช้โปรแกรมกวาดข้อมูลแบบนี้ จึงทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้เร็วมาก Search Engine ที่เป็นประเภทนี้ เช่น Google Yahoo MSN

2. แบบสารบัญเว็บไซต์ (Web Directory)
Search Engine ที่เป็นแบบนี้มีอยู่หลายเว็บไซต์มาก ๆ ที่ดังที่สุดในเมืองไทย ที่เอ่ยออกไปใครใครคงต้องรู้จัก นั้นก็คือที่สารบัญเว็บของ Sanook.com ซึ่งหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปใช้บริการ หรืออย่างที่ Truehits.com เป็นต้น

ส่งที่เราจะสังเกตเห็นจาก Search Engine ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะของการจัดเก็บข้อมูลที่แสดงให้เราเห็นทั้งหมด ว่ามีเว็บอะไรบ้างอยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งแตกต่างจากประเภทแรก ที่หากคุณไม่ค้นหาโดยใช้คำค้น หรือ Keyword แล้ว คุณจะมีทางทราบเลยว่ามีเว็บไซต์อะไรอยู่บ้าง และมีเว็บอยู่เท่าไหร่

แบบสารบัญเว็บไซต์ จะแสดงข้อมูลที่รวบรวมเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดในฐานข้อมูล และจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ และอาจจะมีหมวดหมู่ย่อย ซึ่งผู้ค้นหาข้อมูลสามารถคลิกเข้าไปดูได้

หลักการทำงานแบบนี้ จะอาศัยการเพิ่มข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บ หรืออาจใช้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลส่วน Search Engine เป็นผู้หาข้อมูลเว็บไซต์มาเพิ่มในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลในส่วนของสารบัญเว็บไซต์จะเน้นในด้านความถูกต้องของฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาจะถูกตรวจสอบและแก้ไขจากผู้ดูแล

3. แบบอ้างอิงในคำสั่ง Meta Tag (Meta Search Engine )
Search Engine ประเภทนี้จะอาศัยข้อมูลใน Meta tag (อยากรู้ดูในบทความหน้า) ซึ่งเป็นส่วนของข้อมูลที่อยู่ในแท็ก HEAD ของภาษา HTML ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลกับ Search Engine Robots

Search Engine ประเภทนี้ไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง แต่จะอาศัยข้อมูลจาก Search Engine Index Server ของที่อื่น ๆ ซึ่งข้อมูลจะมาจาก Server หลาย ๆ ที่ ดังนั้น จึงมักได้ผลลัพธ์จากการค้นหาที่ไม่แม่นยำ

ข้อมูลหน้านี้ได้มาจาก http://www.thainextstep.com ขอบคุณคร้าบ.. :)

ทำความรู้จักกับ SEO

Tuesday, February 2nd, 2010

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่แตกออกมาจาก SEM (Search Engine Marketing) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการเพิ่มจำนวนและคุณภาพของผู้เข้าเยี่ยมชม ที่เข้ามาจากช่องทางการค้นหาโดยปกติ ซึ่งในหนึ่งหน้าแสดงผลของการค้นหาด้วย Search Engine จะประกอบด้วย ส่วนของการโฆษณาและผลการค้นหาแบบปกติ โดยจุดประสงค์ของการทำ SEO เพื่อเป็นการพัฒนาอันดับของผลการค้นหาแบบปกติ

โดยที่ผลการค้นหาแบบปกตินั้น จะต้องสร้างขึ้นโดยอัลกอริธึมเพื่อการจัดอันดับความสัมพันธ์ ของแต่ละเว็บเพจที่อยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งวิธีการทำ SEO นั้นจะไม่มีวิธีการที่แน่นอน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละเว็บไซต์ว่าจะมีวิธีการอย่างไร แต่จะมีจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อเพิ่มจำนวน และคุณภาพของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จาก Search Engine โดยที่คุณภาพของผู้เยี่ยมชมนั้นวัดได้จากการที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ใช้คีย์ เวิร์ดนั้นๆ เข้ามาที่เว็บไซต์ของท่าน และได้กระทำการใดๆ ที่หน้าเว็บไซต์ของท่าน ยกตัวอย่าง เช่น ทำการสั่งซื้อสินค้าหรือแม้แต่การสมัครสมาชิกเพื่อรับจดหมายข่าวจากเว็บไซต์ ของท่าน

Search Engine Optimization อาจจะอยู่ในรูปแบบของการให้บริการโดยเฉพาะหรืออาจถูกรวมอยู่ในการทำ Internet Market ซึ่งวิธีการที่ทำ SEO นั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลง Source Code หรือ Link ที่ได้มาจากเว็บไซต์อื่นๆ ทั้งสองวิธีนี้เป็นเทคนิคส่วนหลักๆ ของการทำ SEO ที่ถูกต้อง

วิธีการทำ SEO แยกออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ

1.วิธีการทำแบบถูกต้องโดยที่ Search Engine อนุญาติให้ใช้ได้เรียกว่า White hat SEO ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลง Source Code, การเพิ่มจำนวน Link เข้ามาสู่เว็บไซต์(LinkPopularity)

2.วิธีการทำแบบไม่ถูกต้องโดยที่ Search Engine ไม่อนุญาติให้ใช้ได้เรียกว่า Black hat SEO ตัวอย่างเช่น การทำ Cloaking หรือ Spamdexing

การทำ SEO ในกลวิธีทางการตลาดสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Search Engine ไม่ได้มีรายได้จากการค้นหาแบบปรกติ (Organic Search) ซึ่งหมายความว่าอัลกอริธึมของ Search Engine สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และไม่ประกันได้ว่าเว็บไซต์ของคุณจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาได้นานเท่าไร เพราะฉะนั้แนวคิดในการทำ Search Engine Optimization ที่ถูกวิธีและสามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจการทำร้านค้าออนไลน์ก็ คือการใช้ประโยชน์จาก Search Engine เพื่อทำการโปรโมทเว็บไซต์ของคุณต่อผู้เยี่ยมชมที่ยังไม่เคยรู้จักเว็บไซต์ ของคุณ และจากนั้น Search Engine จะทำการมอบหมายหน้าที่ที่สำคัญที่สุดต่อเว็บไซต์ของคุณ คือการทำให้ผู้เยี่ยมชมหน้าใหม่เหล่านั้นกลับมาใช้งานเว็บไซต์ของคุณอีก โดยที่ไม่ต้องพึ่งพา Search Engine อีกต่อไป

บทความนี้ได้มาจาก http://oxygen.readyplanet.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=568035&Ntype=19 ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆคับ.. :)

Flipbook Printer 1.08.01

Tuesday, February 2nd, 2010

Flipbook Printer is a program that lets you make your own printed Flipbooks from avi movie files using business cards. A gift from DonationCoder.com especially for the holidays, and especially for the young at heart. Makes a great present – have the kids send a flipbook of them waving hello to the grandparents, or send your loved one a movie of you smiling or blowing them a kiss. It’s the ultimate in low-tech movie making!

What’s New: first public release

Download NowDownload Now

Find entries :

About Me

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะผ่านเข้ามาเยี่ยมชม บล็อก...เว็บ...หรือว่าเว็บบล็อกมั้ง ที่ที่นี้ทำไว้ทำไมก็ไม่รู้นะ แต่ที่แน่ๆก็น่าจะทำไว้เฉยๆ อ่าาา เอาเป็นว่าเว็บบล็อกนี้ทำไว้เก็บข้อมูลที่น่าสนใจ น่าอ่านทั้งที่เป็นประโยชน์ หรือไร้สาระบ้างผมก็จะเอามาโพสต์เก็บไว้อ่านเองบ้าง หรือใครจะมาอ่านด้วยก็ตามสบายเลยนะครับ เผื่อว่ามันจะมีประโยชน์บ้าง เชิญอ่านให้สนุกเลยละกันครับ..:). More

Want to subscribe?

 Subscribe in a reader Or, subscribe via email:

Enter your email address:
Delivered by FeedBurner